Make your own free website on Tripod.com

Story5
Home Up Defence5

 

 

อย่าไปเลย   บางกอก  จะบอกให้

 

                    " พี่ๆ ได้เวลาวางดอกไม้แล้วนั่งคิดอะไรอยู่หรือครับ "     ....เปล่าครับ ไม่มีอะไรผมคิดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้นแหละครับ.....    ชีวิตคนเรานี่ แปลกนะครับชั่วเวลาแค่อาทิตย์เดียวจะทำให้คนเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้    ตั้งแต่ผมคบกับเพื่อนคนนี้มากผมจำได้ว่าไม่เคยเห็นน้ำตาของเพื่อนผมคนนี้ แม้แต่หยด ไม่ว่ามัน จะถูกลูกปืนของคนร้าย หรือเจ็บแค่ไหนก็ตามผมไม่เคยเห็นมันเสียน้ำตาเลย ..แต่วันนี้วันเผาศพของ น้องนิ่ม น้องสาวมันผมเห็นมันน้ำตาของ ชาติชาย เพื่อนผมเป็นครั้งแรก   เป็นน้ำตาแห่งความสูญเสีย   เป็น ความสูญเสียที่ผมไม่มีวันที่จะเข้าใจเพราะว่าผมไม่มีน้องสาว ที่ฉลาด สวย   และเป็นจะคุณหมอที่มีค่าต่อสังคมในอนาคต    หลังจากงานเผาศพน้องนิ่มผ่านไปได้ สามวัน ผมได้รับคำถามที่ผม ไม่อยากได้ยินเลยเลยในชีวิต แต่ผมไม่ใช่พระพรหมผู้ลิขิต    "ถ้าเด็ก   ผู้หญิงที่สวยน่ารักแบบน้องกู ถูกคนเลว 4 คนฉุดไปข่มขืน มึงจะมีวิธียังไงในการเอาตัวรอด"    ผมนั่งนิ่งไปอยู่หนึ่งอึดใจ   และผมก็ตอบเหมือนเสียงกระซิบว่า   ....ไม่รู้กูไม่รู้   ถ้าเป็นคนอย่างพวกเราคงไม่มีปัญหา แต่นี่เด็กผู้หญิงที่แสนจะซื่อบริสุทธิ์   กูตอบตรงๆ ว่ากูไม่รู้......   และนี่เป็นครั้งที่สองที่ผมเห็นน้ำตาเพื่อนผม เป็นน้ำตาที่ไม่มีเสียงสะอื้น เป็นน้ำตาแห่งความเคียดแค้นชิงชัง และเสียใจ   

            หลังจากวันนั้นผมทราบสาเหตุการตายของน้องนิ่มจาก   จาก น้องใจ ซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่เห็นรอยยิ้มของ น้องนิ่ม ก่อนที่จะเสียชีวิต     น้องใจเล่าว่าเธอกับน้องนิ่มไปเดินซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ จู่ก็มีชายผู้หนึ่งเข้ามาทัก   และบอกว่าเป็นเพื่อนเก่าของพวกเราสมัยเรียนหนังสือที่สุพรรณ แต่พวกเราก็ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าไม่ใช่แน่และไม่รู้จัก เพราะว่าเรามาจากอีกจังหวัดหนึ่ง มันก็เลยแนะนำตัวเองว่าเป็นช่างภาพและแมวมองของบริษัทหนังยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง พร้อมทั้งให้นามบัตรซึ่งมารู้ทีหลังๆ จากน้องนิ่มหายตัวไปว่าเป็นของปลอมที่มันพิมพ์เอง มันพยายามอวดอ้างต่างๆ นานาว่า มัน แนะนำ สาวๆเข้าวงการแสดงมาเยอะแยะ   แถม แอบอ้างชื่อดาราดังๆให้พวกเราฟัง แต่พอเห็นว่าพวกเราก็ไม่สนใจจริงๆ มันก็เลยบอกว่าตอนนี้มันกำลังทำงานเพื่อการกุศลอยู่เป็น งานการกุศลเกี่ยวกับเด็กกำพร้า มันขอให้น้องนิ่มไปเป็นแบบถ่ายรูปให้มันหน่อย พร้อมทั้งอ้างว่าทำเพื่อเด็กกำพร้า   มันบอกว่าถ้าไม่ไว้ใจมันให้พาเพื่อนไปหลายคนก็ได้ ปกติน้องนิ่มเป็นคนขี้สงสารอยู่แล้วก็เลยตอบตกลง แต่มีข้อแม้ว่าต้องให้ น้องใจไปด้วยมันก็ตอบว่าไม่มีปัญหา พร้อมกับนัดให้พวกเราลงไปเจอมันที่หน้าห้างสรรพสินค้า หลังจากที่ถึงเวลานัด   พวกเราลงไปเจอมันตามนัด แต่พอเราลงไป   มันก็รออยู่แล้วพร้อมกับเรียกรถ Taxi ไว้พร้อมแล้ว จากนั้นมันก็พาเราไปแถวฟั่งธน ซึ่งน้องใจจำไม่ได้แน่ว่าที่ไหนเพราะว่ามันขับรถวงไปวนมาจนงงไปหมด จนมันพาเราเข้ามาในหมู่บ้าน   ที่ไม่ค่อยมีคนอยู่มากนัก สังเกตุได้เพราะว่าส่วนมากยังสร้างไม่เสร็จ    Taxi ค่อยๆ แล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง หลังจากนั้นก็มีผู้หญิงท่าทางแปลกๆ คือไม่ค่อยเหมือนผู้หญิง ออกมารอรับ มันอ้างว่าเป็นช่างแต่งหน้า มันบอกให้น้องนิ่มลงไปแต่งหน้าก่อน สำหรับน้องใจมันขอร้องให้ไปช่วยมันหิ้วอปุการณ์ถ่ายภาพ ที่ร้านใกล้ๆนี่เอง หลังจากนั้นมันก็พาน้องใจไปกับมันที่ห้างค้าส่งสินค้าแถวๆนั้น แต่มันก็อาศัยฝูงชนหลบหนีไปและทิ้งน้องใจเอาไว้ที่นั้น   น้องใจมารู้ว่าถูกหลอกก็เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงแล้ว   หลังจากนั้นน้องใจไม่รู้จะทำอย่างไรได้แต่ภาวนา ขออย่าให้เหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นกับน้องนิ่มเลย แต่สิ่งที่น้องใจกลัวก็คือสิ่งที่เป็นความจริง   สองวันต่อมาตำรวจพบศพของน้องนิ่มถูกฆ่าข่มขืน ดูจากร่องรอยการต่อสู้สันนิฐานว่า น้องนิ่มต้องต่อสู้กับคนร้ายไม่ต่ำกว่า 4 คน ก่อนที่จะถูกข่มขืนแล้วฆ่า

            โดยปรกติผมไม่ชอบเขียนเรื่องเศร้าแต่เรื่องนี้ผมขอยกเว้น เพราะว่าคงไม่ใช่น้องนิ่มคนเดียวที่เป็นเหยื่อให้ จิ้งจอกสังคมพวกนี้   ขอให้ชีวิตของน้องนิ่มอย่าเสียไปเปล่าๆ   ขอให้พวกคุณจำคำว่าอย่า นี้เอาไว้ให้ดีนะครับ

   อย่า    เชื่อคนง่ายๆ ถ้ามีผู้แอบอ้างต้องเช็คให้แน่ใจ

   อย่า    คิดว่าจะได้อะไรมาง่ายๆในโลกนี้ จำไว้ว่าไม่มีของฟรีในโลกนี้

   อย่า   หลงงมงายกับคำแอบอ้างในเรื่องเหนือธรรมชาติเช่นการทรงเจ้าเข้าผี

   อย่า    ขี้สงสารจนเกินไปขอให้มีขอบเขตในการสงสาร

   อย่า    ไว้ใจใคร

                คำพูดต่อไปนี้อาจรุนแรงก็แล้วแต่คุณจะคิดนะครับ ผมไม่สามารถที่จะลงไปถึงรายละเอียดของเท็คนิคการหลอกผู้หญิงได้ เพราะว่าเท่าที่ผมเขียนนี้ก็เป็นดาบสองคมพออยู่แล้ว   ถ้าคุณอยากรู้วิธีป้องกันผมขอแนะนำให้คุณสุมหัวกับเพื่อนๆ   แม่ พี่  ป้า น้า อา ช่วยกันคิดครับ ผู้หญิงเป็นเพศที่ฉลาดอยู่แล้วโดยเฉพาะผู้หญิงไทย แต่ในสังคมของเรา ไม่เคยสอนให้ผู้หญิงไทย ของเรารู้จักคิด    แต่สอนให้เป็นผู้วิ่งตามความหวัง     ความหวังที่จะสวย     ความหวังที่จะรวย    และกลัวคำว่าเชย    ผมคิดว่าผู้หญิงไทยยุคนี้น่าจะเข้มแข็งกว่าผู้หญิงในสมัยรัตนโกสินนะครับ แต่ถ้าคุณโกรษที่ผมพูดตรงๆ แบบนี้ก็เชิญ Email เข้ามาด่าได้เลยครับ ผมยอมรับในความปากมากของผม